วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

โรงเตี้ยมถ้ำง้อบ[ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์]




แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โรงเตี้ยมถ้ำง้อบท่องเที่ยวไชยปราการ บนเส้นทางระหว่างดอยอ่างขางและเชียงดาวบนเส้นทางสาย 1340 ที่ตัดผ่านแนวเขาสลับซับซ้อนใกล้แนวชายแดนไทย-พม่า ระหว่างดอยอ่างขางและดอยเชียงดาว มีสถานที่ท่องเที่ยวริมทางที่น่าสนใจแวะเยี่ยมชมหลายแห่ง ในช่วงฤดูหนาวจะสวยงามเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นฤดูกาลของดอกไม้บาน เริ่มจากบัวตองเดือนพฤศจิกายน นางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทยในเดือนธันวาคม - มกราคม พร้อมกับทิวลิปที่อำเภอไชยปราการนำมาปลูกที่ดอยผาแดง ตำบลหนองบัว ระหว่างธันวาคม - มกราคม เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวบนเส้นทางสายนี้ตั้งอยู่ที่บ้านถ้ำง้อบ ตำบลหนองบัว เหมาะเป็นจุดแวะพักระหว่างทาง บนเส้นทาง 1340 จากเชียงดาวไปดอยอ่างขาง สถานที่แห่งนี้เดิมเป็ที่ตั้งค่ายทหารกองทัพกู้ชาติจีนคณะชาติ หรือ ก๊กมินตั๋ง (KMT) จากมณฑลยูนนาน กองทัพที่ 3 ของนายพลลีเหวินฮ้วน ซึ่งหลังจากการสู้รบในประเทศจีนจบลง กองทัพที่ 3 ได้ค้างอยู่ในแผ่นดินไทยและตั้งรกรากอยู่ที่นี่จนถึงปัจจุบันเช่นเดียวกับที่ดอยแม่สลอง ชาวชุมชนถ้ำง้อบยังคงรักษาวัฒนธรรม วิชีวิต รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างเดิมของค่ายทหารไว้ และจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ ส่วนเรือนนอนของทหารจัดทำเป็นที่พักไว้รองรับนักท่องเที่ยว มีโรงเตี๊ยมซึ่งเป็นจุดจำหน่ายสินค้าชุมชนและบริการอาหารจีนยูนนาน อาทิ ไก่ตุ๋นตังกวย ขาหมูหมั่นโถว ข้าวซอยยูนนาน ฯลฯ รวมทั้งมีขนมพื้นบ้าน สินค้าชุมชนไว้จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สรุปบทความ เรื่อง395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย โดย นาย ณัฐธีร์ 530105030188

395 ปี บันทึกของปินโต : หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย


เป็นบันทึกความทรงจำของแฟร์เนา เมนเดซ ปินโต( Fernão Mendez Pinto ค.ศ.1509-1583) เรื่อง “Pérégrinação”ถูกตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปีค.ศ.1614 เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ รวมทั้งอัตชีวประวัติของเขาอย่างน่าตื่นเต้นและเหลือเชื่อ จนมีการใช้ชื่อของปินโตเล่นคำเชิงล้อเลียนว่าพูดจริงหรือเท็จอย่างสนุกสนานโดยชนชาติศัตรูของโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน บันทึกของปินโตถูกอ้างอิงจากนักประวัติศาสตร์ไทยอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาจนปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงบทบาทของทหารรักษาพระองค์ชาวโปรตุเกส และการพระราชทานที่ดินให้พวกเขาตั้งถิ่นฐานและปฏิบัติศาสนพิธีในสมัยอยุธยา จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบว่าหนังสือฉบับนี้มีสถานะเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือเป็นเพียงนิยายผจญภัย
คำสำคัญ: แฟร์เนา เมนเดซ ปินโต , หลักฐานประวัติศาสตร์นิพนธ์หรือนิยายผจญภัย , ทหารรักษาพระองค์ชาวโปรตุเกส, สมัยอยุธยา

“Pérégrinação หรือ Pérégrinaçam” แปลว่า “long tour,long travels” ตรงกับคำว่า “Peregrination“ หรือ “Pilgrimage” หมายถึง การเดินทางการท่องเที่ยว หรือการเดินทางแสวงบุญ

อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์และผู้อ่านจำนวนไม่น้อยกลับมีความสงสัยต่อความเก่งกล้าสามารถของปินโต บางคนประนามว่างานเขียนของเขาเป็นเรื่องโกหกเพื่อความมีชื่อเสียงของตน แม้แต่ชาวโปรตุเกสเองก็ยังนำชื่อของเขาไปล้อเลียนว่า “ Fernâo , Mendez? Pinto!(Fernâo, do you lie? Yes, I lie![1] )” ทั้งๆที่ปินโตไม่เคยระบุว่า “Pérégrinação” เป็นนิยายประโลมโลก ( Fiction) แต่กลับบอกว่า บันทึกของเขาเปรียบเป็น “ตำรา”ในการสำรวจดินแดนและการเดินเรือไปยังดินแดนต่างๆในโลกตะวันออก ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางศึกษาเพื่อชี้ให้เห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของบันทึกฉบับนี้
[1] อ้างจากwww.wikipedia.com



ประวัติของปินโต
ปินโตเป็นชาวเมืองมองเตอมูร์เก่า (Montemor-o-velho) ใกล้เมืองกูอิงบรา (Coinbre) ในราชอาณาจักรโปรตุเกส ปินโตเกิดในครอบครัวยากจนระหว่างค.ศ. 1509-1512 เมื่ออายุประมาณ 10 หรือ 12 ขวบจึงต้องเป็นเด็กรับใช้ของสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ในค.ศ. 1523 ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตรายจนต้องหลบหนีลงเรือจากเมืองกูแอ ดึ แปดรา (Cue de Pedra) การผจญภัยของปินโตเริ่มขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงเมืองดิว (Diu) ในอินเดียในค.ศ.1538 ขณะมีอายุได้ 28 ปี เขาเดินทางกลับมาตุภูมิเมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1558 รวมเป็นเวลา 21 ปีของการแสวงโชคในเอเชีย ปินโตเคยเดินทางไปในเอธิโอเปีย จีน อาณาจักรของชาวตาร์ตาร์ (Tataria) โคชินไชนา สยาม พะโค ญี่ปุ่น และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในน่านน้ำอินโดนีเซียปัจจุบัน

ปินโตเคยเผชิญปัญหาเรืออับปาง 5 ครั้ง ถูกขาย 16 ครั้งและถูกจับเป็นทาสถึง 13 ครั้ง ชีวิตในเอเชียของปินโตเคยผ่านการเป็นทั้งกลาสีเรือ ทหาร พ่อค้า ทูตและนักสอนศาสนา (missionary) เมื่อเดินทางกลับไปถึงโปรตุเกสในปีค.ศ.1558 เขาจึงพยายามติดต่อขอรับพระราชทานบำเหน็จรางวัล เนื่องจากได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติและศาสนาอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากราชสำนัก ปินโตจึงไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองปรากัลป์ (Pragal) ใกล้เมืองอัลมาดา (Almada) ทางใต้ของโปรตุเกส ปินโตเขียนหนังสือชื่อ “Pérégrinação”ขึ้น และถูกตีพิมพ์หลังจากเขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1583

ปินโตเคยเดินทางเข้าสยาม 2 ครั้ง (กรมวิชาการ, 2531 : 115) ครั้งแรกเข้ามาในปัตตานีและนครศรีธรรมราชก่อนค.ศ.1548 ครั้งที่ 2 เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1534-1546) นักประวัติศาสตร์บางคนนำหลักฐานของฝ่ายไทยเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในเอกสารของเขาหลายประเด็น และชี้ให้เห็นความคลาดเคลื่อนของศักราชที่เขาอ้างถึงหลังจากปินโตถึงแก่กรรม บุตรีของเขาได้มอบต้นฉบับหนังสือเรื่อง “Pérégrinação” ให้แก่นักบวชสำนักหนึ่งแห่งกรุงลิสบอน ต่อมากษัตริย์ฟิลิปที่ 1 (Philip I of Portugal,1581-1598 และทรงเป็นกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน - Philip II of Spain,1556-1598) ทรงได้ทอดพระเนตรงานนิพนธ์ชิ้นนี้ บุตรีของปินโตจึงได้รับพระราชทานบำเหน็จรางวัลแทนบิดา
คุณค่าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชอาณาจักรสยาม
บันทึกของปินโตนับเป็นเอกสารสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องราวส่วนหนึ่งเกี่ยวกับทรัพยากร การทหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ กฎหมายและเรื่องราวในราชสำนักสยามกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และมักจะถูกอ้างอิงเสมอเมื่อกล่าวถึงบทบาททางการทหารของชุมชนโปรตุเกสในรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ค.ศ.1543-1546) เมื่อเกิดศึกระหว่างสยามกับเชียงใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1548 (พ.ศ.2091) ปินโต กล่าวว่า
“ชาวต่างประเทศทุกๆชาติที่ไปร่วมรบกับกษัตริย์สยามนั้นต่างก็ได้รับคำมั่น
สัญญาว่าจะได้รับบำเหน็จรางวัล การยกย่อง ผลประโยชน์ ความชื่นชมและเกียรติยศชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อการปฏิบัติศาสนกิจในแผ่นดินสยามได้....”[1]
การเข้าร่วมรบในกองทัพสยามครั้งนั้นเป็นการถูกเกณฑ์ หากไม่เข้าร่วมรบก็จะถูกขับออกไปภายใน 3 วัน ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวโปรตุเกสถึง 120 คน จากจำนวน 130 คน อาสาเข้าร่วมรบในกองทัพสยาม[2] เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าเป็นศึกเมืองเชียงกรานซึ่งเกิดขึ้นในค.ศ.1538 (พ.ศ.2081) คลาดเคลื่อนไปจากที่ระบุในหลักฐานของปินโต 10 ปี [3] แม้ว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงอ้างจากหนังสือของปินโตก็ตาม
เรื่องราวในหนังสือ Pérégrinação สอดคล้องกับงานเขียนของนักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกสหลายคน อาทิ การกล่าวถึง โดมิงกุส ดึ ไซซัส (Domingos de Seisus) ซึ่งเคยถูกจองจำและรับราชการเป็นนายทหารในกรุงศรีอยุธยา (กรมวิชาการ , 2531: 109) ก็ได้รับการยืนยันในงานเขียนของจูอาว เดอ บารอส (João de Baros) เช่นกัน (กรมวิชาการ,2531 : 95) เป็นต้น นอกจากนี้ อี.ดับเบิลยู. ฮัทชินสัน(E.W. Hutchinson) ก็อ้างตามหลักฐานของปินโตว่า
“ทหารโปรตุเกสจำนวน 120 คนซึ่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงจ้างเป็นทหารรักษา
พระองค์(bodyguards)ได้สอนให้ชาวสยามรู้จักใช้ปืนใหญ่”[4]
[1]Fernand Mendez Pinto, op.cit., p.262
[2]Fernand Mendez Pinto, ibid., p.262-278
[3] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม/2, (กรุงเทพ: ไอเดีย สแควว์, 2535), หน้า 259-260
[4] E.W. Hutchinson, “Adventurers in Siam in the Seventeen Century”(1940), p.22


หลักฐานของปินโตกับปัญหาในการศึกษาชุมชนโปรตุเกสสมัยอยุธยา
หากนักเรียนประวัติศาสตร์คนใดจะนำงานเขียนของปินโตมาใช้ในการตรวจสอบเรื่องราวเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหน้าค่ายโปรตุเกส ความสัมพันธ์ของคนภายในค่าย ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับราชสำนักอยุธยา ความสัมพันธ์ระหว่างค่ายโปรตุเกสกับมะละกา กัว มาเก๊า และราชอาณาจักรโปรตุเกส รวมไปถึงอาชีพ จำนวนคนและความเป็นอยู่ในค่ายโปรตุเกสสมัยอยุธยา ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามในการศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานชิ้นนี้มากพอสมควร ปินโตระบุว่านักสอนศาสนาก็จำเป็นต้องเผยแพร่ศาสนาภายใต้นโยบายของราชสำนักหรือผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งเมืองกัวเช่นเดียวกับข้าราชการทั่วไป เมื่อนักบุญฟรานซิส ซาเวียร์(St. Francis Xavier)จะออกไปเผยแพร่ศาสนาในญี่ปุ่น ท่านก็ต้องเดินทางจากมะละกาไปยังกัว เพื่อรับฟังนโยบายของผู้สำเร็จราชการโปรตุเกสแห่งอินเดียเสียก่อน (กรมศิลปากร, 2526 : 35) การที่ปินโตเคยเป็นทูตของข้าหลวงโปรตุเกสแห่งมะละกาไปยังรัฐต่างๆในภูมิภาคแถบนี้ อีกทั้งยังเคยเป็นทหารและนักสอนศาสนาของโปรตุเกสด้วย เขาจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติพอที่จะได้รับความเชื่อถือจากผู้มีฐานะเป็นศัตรูชาติโปรตุเกสในยุโรปหรือแม้แต่ชาวโปรตุเกสบางคน แต่เขาก็ไม่เคยถูกนักประวัติศาสตร์โปรตุเกส อาทิ ดูอาร์ตึ บาร์บูซา(Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส(João de Baros )และคาสปาร์ คอร์รีอา(Caspar Correa)เสียดสีเลยแม้แต่น้อย
การกล่าวว่ากองทัพพม่านำกระบือและแรดมาลากปืนใหญ่เพื่อทำสงครามกับสยามในฉบับแปลของโคแกน ทำให้วูด(Wood)ชี้ว่างานเขียนของปินโต “เป็นหลักฐานเชิงจินตนาการ” ข้อเสนอของวูดอาจทำให้นักเรียนประวัติศาสตร์เห็นคล้อยไปกับคอนเกรฟที่ระบุว่า ปินโตเป็นคนขี้ปด โชคดีที่ ดร. เจากิง ดึ กัมปุชแย้งว่า ปินโตไม่เคยระบุคำว่า “แรด” ในงานเขียน คำศัพท์ที่เขาใช้ คือ คำว่า “bada หรือ abada”นั้น ในคริสต์ศตวรรษที่16 หมายถึง สัตว์ป่า หรือ สัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นสัตว์ป่า แม้ว่าจะมีนักเขียนบางคน เช่น บาทหลวง กาสปาร์ ดึ ครูซ (Fr. Gaspar de Cruz) จะใช้คำดังกล่าวเรียกแรดก็ตาม ส่วนบาร์โบซา (Duarte Barbosa) จูอาว ดึ บารอส (João de Baros ) และ คาสปาร์ คอร์รีอา (Caspar Correa) ต่างก็ใช้คำว่า “ganda” ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตเมื่อกล่าวถึงแรด ขณะที่นักรวบรวมพจนานุกรม ชื่อ บลูโต (Bluteau, 1727) แปลคำว่า “abada คือ สัตว์ป่าชนิดหนึ่ง” ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการโต้แย้งประเด็นที่มีการแปล “abada” ว่า “แรด” (Campos, 1959 : 228) แม้ในภาษามาเลย์จะมีคำว่า “badâk” แปลว่า “แรด” แต่ในภาษาอาหรับก็มีคำว่า “abadat” หมายถึง “สัตว์ที่มีรูปร่างเป็นสีน้ำตาล” หรือ “สัตว์ป่า” หรือ “สัตว์เลี้ยงที่หลบหนีไปจนกลายเป็นสัตว์ป่า” ดึ กัมปุช ระบุว่า คำว่า “abada” ถูกแปลว่า “แรด” ในคริสต์ศตวรรษที่17 ดังนั้น “abada” ในบันทึกของปินโตจึงถูก ฟิกูอิเยร์และโคแกนแปลว่า “แรด” ในเวลาต่อมา ปินโตจะใช้คำว่า “abada” เมื่อกล่าวถึง “จามรี(yaks)” ซึ่งเป็นสัตว์ต่าง (beast of burden) ในตาตาเรีย (Tataria) เพราะไม่มีศัพท์ดังกล่าวในภาษาโปรตุเกส และใช้คำภาษาอาหรับว่า “abida” ในที่อื่นๆอีกร่วม12ครั้งเมื่อกล่าวถึงสัตว์ใหญ่คล้ายแรดหรือสัตว์ต่างชนิดอื่นซึ่งไม่อาจหาคำมาใช้แทนได้

สรุป
ผู้เขียนเห็นว่างานนิพนธ์ของปินโตมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงวรรณกรรมประโลมโลกหรือนิยายผจญภัยของกลาสีเรือ แม้เนื้อหาบางตอนจะดูตื่นเต้นเร้าใจเกินกว่าจะมีความสมจริงตามทัศนะของนักประวัติศาสตร์ แต่ในสภาวะที่ยุโรปเพิ่งจะพ้นจากยุคแห่งการจุดไฟเผาหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและยังคงเคร่งต่อจริยธรรมทางศาสนา มีใครบ้างที่จะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนเองเคยรับประทานเนื้อมนุษย์เพื่อประทังชีวิตกลางทะเลหลังจากถูกโจรสลัดโจมตี ข้อถกเถียงในงานของปินโตอาจจะมีอยู่ไม่น้อย แต่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดบ้างที่ปราศจากคำถามและความเคลือบแคลง งานของปินโตถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความแม่นยำของศักราชก็เพราะบันทึกของเขาเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความทรงจำเมื่อเขาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในโปรตุเกสระยะหนึ่งแล้ว
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ เคยได้รับความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งว่ามีความแม่นยำในเรื่องศักราชและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ (นิธิ, 2525 : 65) แต่ต่อมานักประวัติศาสตร์บางท่านก็เคยตั้งข้อสงสัยต่อสถานภาพดังกล่าว (นิธิ, 2525 : 6) ซึ่งถือเป็นความไม่เที่ยงของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในทางกลับกันอาจจะมีผู้ใช้บันทึกของปินโตมาตรวจสอบความแม่นยำของเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างจริงจังในอนาคตบ้างก็ได้

ตลาดน้ำอโยธยาโดย นาย ณัฐธีร์ ภิญโญปิยวิศว์ 530105030188

ตลาดน้ำอโยธยา
ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่อยุธยา และได้เดินทางไปยัง ตลาดน้ำอโยธยา แทบจะทุกแยกของเมืองพระนครศรีอยุธยา จะมีป้ายบอกทางไปยัง ตลาดน้ำอโยธยาแห่งนี้ แสดงว่าตลาดน้ำอโยธยา แห่งนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ได้รับความนิยม จากทั้ง ชาวไทย และ ชาวต่างประเทศ เป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน
การเดินทาง
โดยรถยนต์ มาตามเส้นทางถนนสายเอเชีย (ทางหลวงหมายเลข 32) จนเจอกับศูนย์ราชการพระนครศรีอยุธยา และโลตัส (อยุธยาปาร์ค) ให้เลี้ยวซ้ายเข้าเมืองอุยธยาแล้วมุ่งหน้าไปตามถนนโรจนะโดยขับตรงไปถึงเจดีย์วัดสามปลื้ม (วงเวียนเจดีย์ที่ตั้งอยู่กลางถนน บางคนก็เรียกเจดีย์นักเลง) ก่อนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นวนรอบวงเวียนเจดีย์ และเลี้ยวขวาไปทางวัดมเหยงคณ์ประมาณ 600 เมตร จะพบทางเข้าตลาดน้ำอโยธยาทางขวามือ เป็นซุ้มขนาดใหญ่ให้เลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ 200 เมตร ด้านในมีที่จอดรถได้มากกว่า 500 คัน
โดยรถประจำทาง รถยนต์ต่างจังหวัด (บขส.) กรุงเทพ-อยุธยา รถสองแถวในตังจังหวัด ลงที่ปากทางเข้าวัดมเหยงคณ์ แล้วมีรถสามล้อเครื่องรับจ้างบริการไปส่งถึงตลาดน้ำอโยธยา หรือจะเดินเข้าไปก็ได้
ตารางกิจกรรม ภายในตลาดน้ำอโยธยา

ภาพนักท่องเที่ยว ใช้บริการช้าง ของทางตลาดน้ำอโยธยา
สำหรับกิจกรรม ที่นี่มีกิจกรรมขี่ช้างด้วยครับ เนื่องจากอยู่ที่เดียวกับปางช้างอโยธยา (ข้างวัดมเหยงคณ์) รู้สึกว่าจะคนละ 40-50 บาท นี่แหล่ะ ถูกมากครับ ก็จะขี่ชมโบราณสถานเก่าวัดมเหยงคณ์


ภาพแผนที่ ภายในของ ตลาดน้ำอโยธยา



ภาพร้านค้าต่างๆ ภายในตลาดน้ำอโยธยา

มีการแสดงโชว์ ประเพณีต่างๆ ในสมัยโบราณของไทย ให้ชาวต่างชาติได้รับชม








ภาพบรรยากาศภายใน ของตลาดน้ำอโยธยา













ภาพเรือนไทย ที่หาได้ยากในปัจจุบัน มีให้ได้ชมกันที่ ตลาดน้ำอโยธยาแห่งนี้


ตลาดน้ำอโยธยายังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ เิปิดตัวครั้งแรกอย่างไม่เป็นทางการวันที่ 2 พ.ค. 2553 และจะเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 5 มิ.ย. 53 ตลาดน้ำอโยธยาสามารถเข้าได้ฟรีนะครับ ไม่เสียค่าเข้า
ลักษณะของตลาดน้ำอโยธยา เป็นเหมือนบึงขนาดใหญ่ แล้วสร้างร้านค้าและทางเดินโดยรอบ มีการสร้างเป็นเกาะอยู่ตรงกลาง มีสะพานไม้เชื่อมต่อถึงกัน ดูแล้วคล้ายๆ กับตลาดน้ำสี่ภาค พัทยา แต่ใหญ่กว่า และดูสวยกว่า
ในแต่ละโซนจะตั้งชื่อเหมือนตลาดในจังหวัดอยุธยา เช่นโซนตลาดเจ้าพรหม, โซนตลาดเสนา
พื้นที่เดินรอบ โครงการ
Zone
ประเภทสินค้า
A ตลาดท่าเรือ
สินค้า OTOP
B ตลาดนครหลวง
เครื่องประดับ
C ตลาดบางซ้าย
เครื่องจักรสาน
D ตลาดบางบาล
ขนมของฝาก
E ตลาดบ้านแพรก
อาหาร, ขนม
F ตลาดเสนา
กุ้งสด, ปลาเผา
G ตลาดบางไทร
อาหาร, ขนม
H ตลาดบางปะหัน
โรตี, ขนม, ของฝาก
J ตลาดอุทัย
สินค้าหัตถกรรม
K ตลาดภาชี
เครื่องแต่งกาย
L ตลาดมหาราช
เฟอร์นิเจอร์
M ตลาดเจ้าพรหม
สินค้าทั่วไป
N ตลาดลาดบัวหลวง
สินค้าทั่วไป
O ตลาดผักไห่
สปา
P ลานการแสดงกรุงศรีอยุธยา
R เกาะบัวชม
S หอศิลป์ (คุ้มขุนแผน)
T ท่าเรือตลาดบางปะอิน ชุมชนวิถีไทย
U ต้นไทร
V กำแพง
W ท่าขึ้นเรือหัวรอ
X ท่าขึ้นเรือหัวแหลม
Y สำนักงานอโยธยา


ตลาดน้ำอโยธยาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและศึกษาเชิงอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาทั้ง ด้านการแต่งกายสถาปัตยกรรมที่งดงามและคงเอกลักษณ์ขนบธรรมเนียมประเพณี การละเล่น และแสดงพื้นบ้าน ของกินของใช้ในยุคเก่า วิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไทยๆ ที่เรียบง่าย

และยังมีหอศิลป์ซึ่ง จะแสดง การแสดงต่างๆ ซึ่งจะตั้งอยู่ที่เกาะกลางน้ำ ถ้าอยากจะชมการแสดง เราก็ต้องหาทำเลที่ทางเดินรอบๆ ดูแล้วไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ แต่ก็ยืนดูครับ การแสดงแรกที่เราดูนั้นเป็น การแสดง อาวุธโบราณ โดย สำนักดาบ ศ.พุทไธสวรรค์ มาจัดแสดงโชว์ ให้นักท่องเที่ยวได้รับชมกัน.